หลักในการให้ยาลดความดันโลหิต

1. ควรเลือกใช้ยาที่ออกฤทธิ์นานครอบคลุมได้ตลอด 24 ชั่วโมง ลักษณะการออกฤทธิ์ของยาดังกล่าว จะทำให้ผู้ป่วยสามารถรับประทานยาวันละครั้งก็พอ ทำให้สะดวกและไม่ลืมรับประทานยา นอกจากนี้การใช้ยาที่ควบคุมความดันโลหิตได้สม่ำเสมอตลอดเวลา จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ได้ดีกว่าการใช้ยาที่ออกฤทธิ์สั้น ซึ่งนอกจากจะรับประทานยาวันละหลายครั้งแล้วยังอาจทำให้ความดันโลหิตแกว่งขึ้นได้ง่ายขณะที่ยาหมดฤทธิ์และอาจลดลงต่ำมากเกินหลังจากการรับประทานยามื้อต่อไป
2. จากการศึกษาพบว่า โรคแทรกซ้อนทั้งทางด้านโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมองมักจะเกิดกำเริบขึ้นในช่วงตอนตื่นนอนเช้า ซึ่งถ้าหากความดันโลหิตสูงขึ้นในช่วงนั้น ก็จะทำให้โอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนมีมากกว่าเดิม การใช้ยาที่ออกฤทธิ์นานครอบคลุมถึงช่วงเวลาดังกล่าวจึงมีประโยชน์ในการป้องกันโรคแทรกซ้อนต่างๆได้ดีกว่ายาที่ออกฤทธิ์สั้น
3. ควรเริ่มใช้ยาในขนาดต่ำ 1 ถึง 2 ชนิดและค่อยๆปรับยา โดยต้องรอเวลาให้ยาที่ใช้ไปออกฤทธิ์ได้อย่างเต็มที่เสียก่อน
4. เมื่อยาขนานใดเกิดผลข้างเคียงขึ้น แพทย์จะพิจารณาให้หยุดยาและเปลี่ยนเป็นยาชนิดอื่นๆในขนาดต่ำ

ยาที่ใช้ในการรักษาความดันโลหิตที่มีใช้ในปัจจุบันแทบทุกชนิดจะมีประสิทธิภาพในการลดความดันโลหิตได้ใกล้เคียงกัน แต่แพทย์จะเลือกใช้ยาโดยอาศัยหลักดังต่อไปนี้

1.ยาชนิดนั้นๆ มีหลักฐานการยืนยันทางการแพทย์ว่า สามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนทางด้านหัวใจและหลอดเลือดลงมาได้อย่างแน่นอน
2. ยาชนิดนั้นๆ ควรจะเกิดประโยชน์ต่อโรคอื่นๆ ที่ผู้ป่วยอาจมีอยู่นอกจากโรคความดันโลหิตสูง เช่น
โรคหัวใจล้มเหลว โรคหัวใจขาดเลือด โรคต่อมลูกหมากโต เป็นต้น
3. ยาชนิดนั้นๆ ไม่ควรก่อผลเสียต่อโรคอื่นๆที่ผู้ป่วยอาจจะมีอยู่นอกจากโรคความดันโลหิตสูง เช่น ไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานสูงกว่าเดิมไม่ทำให้เกิดโรคเกาท์กำเริบไม่ทำให้การทำงานของไตเสื่อมลงกว่าเดิม เป็นต้น
4. ยาชนิดนั้นๆ มีผลข้างเคียงน้อย และมีราคาที่เหมาะสม

เป้าหมายความดันโลหิตที่ต้องการ

เป้าหมายหลักของการรักษาความดันโลหิตสูง คือ การพยายามให้ผู้ป่วยมีอายุยืนและลดความเสี่ยงระยะยาวของโรคแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นให้เหลือน้อยที่สุด

จากหลักฐานในปัจจุบันสรุปได้ว่า ควรต้องลดความดันโลหิตทั้งความดันค่าสูงและค่าต่ำลงมาให้ต่ำกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอทลงมาเป็นอย่างน้อย สำหรับผู้ป่วยที่มีโรคเบาหวานหรือโรคไตควร ต้องลดความดันโลหิตลงมาให้ต่ำกว่า 130/80 มิลลิเมตรปรอท ประโยชน์ที่ผู้ป่วยจะได้รับจาการรักษาอย่างต่อเนื่องตามเกณฑ์ดังกล่าว คือ สามารถลดโอกาสที่จะเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือโรคหัวใจขาดเลือดได้มากกว่าร้อยละ 20 สามารถลดโอกาสอัมพาตจากโรคหลอดเลือดสมองได้มากกว่าร้อยละ 40 สามารถลดโอกาสเกิดโรคหัวใจล้มเหลวได้ร้อยละ 50 ตลอดจนความเสี่ยงของโรคไตวายเรื้อรังลงมาได้อย่างชัดเจน

สรุป

โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคร้ายแรง ซึ่งอาจนำไปสู่โรคแทรกซ้อน ซึ่งอันตรายและอาจนำไปสู่ความพิการถาวรหรือควรเสียชีวิตก่อนวัยอันควร โรคนี้อาจไม่มีอาการชัดเจนในระยะเริ่มแรก ทำให้ผู้ที่เป็นโรคละเลยต่อการรักษาควบคุมให้ถูกต้องตามวิธีการ

โรคความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่จำเป็นจะต้องได้รับยา เพื่อลดความดันโลหิต ยาที่ออกฤทธิ์นานครอบคลุมได้ตลอด 24 ชั่วโมง น่าจะป้องกันโรคแทรกซ้อนได้ดีกว่ายาที่ออกฤทธิ์สั้น การรักษาควบคุมระดับความดันให้อยู่ในเกณฑ์ปกติตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง สามารถลดอัตราการเสียชีวิต และอัตราเกิดโรคแทรกซ้อนจากความดันโลหิตสูงได้อย่างมาก และถ้าหากอยู่ในความควบคุมของแพทย์อย่างสม่ำเสมอผู้ป่วยจะไม่เสี่ยงต่อผลข้างเคียงของยา จึงถือว่าเป็นการรักษาที่คุ้มค่าที่สุด

จากเอกสารเผยแพร่ บริษัท ทาเคดา (ประเทศไทย)จำกัด